10 เทคนิค แก้นิสัยขี้ลืม

0
15479

ในทุกๆวัน เรามีเรื่องที่ทำต้องมากมาย ทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว บางคนเลยเกิดอาการมึนๆเบลอๆ ลืมโน่นลืมนี่อยู่บ่อยๆ หากคุณโดนคนใกล้ตัวหรือเพื่อนๆแซวบ่อยๆถึงความขี้หลงขี้ลืม คุณมีวิธีจัดการกับปัญหานี้อย่างไรครับ จริงอยู่ที่อาการขี้ลืมนี้ เป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆก็เป็นได้ แต่ถ้าขี้ลืมบ่อยๆจนกระทั่งเสียงานเสียการ คงต้องหาทางแก้ไขโดยด่วนก่อนที่จะติดเป็นนิสัยที่แก้ยาก วันนี้ผมมีเทคนิคแก้นิสัยขี้ลืมมาฝากทุกท่านให้ลองนำไปใช้ดูครับ

1.จดบันทึก
เป็นวิธีเบสิคที่ใครๆก็คงนึกถึงเป็นอันดับแรกใช่ไหมครับ การจดบันทึกลงสมุดนั้นช่วยให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้น เพราะการจดจะช่วยย้ำให้สมองจำเรื่องราวต่างๆที่คุณบันทึกลงไป ไม่ว่าจะเป็นการจดบันทึกเรื่องเล็กๆน้อยๆ หรือสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน หรือจดที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของเพื่อนและบุคคลสำคัญ, การจดบันทึกแผนการที่ต้องทำในแต่ละสัปดาห์หรือในเดือนถัดไปเป็นต้น การมีสมุดบันทึกเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนขี้ลืมนะครับ คุณควรพกสมุดเล็กๆติดตัวไว้ เพื่อช่วยเตือนสิ่งที่คุณจะต้องทำในแต่ละวัน ซึ่งการฝึกจดบันทึกให้เป็นนิสัยก็จะช่วยแก้นิสัยนิสัยขี้ลืมของคุณได้มากเลยล่ะครับ

2.เขียนโน้ต (Post-it)
ถ้าคุณเป็นชาวออฟฟิศคงจะคุ้นเคยกับการแปะโน้ตไว้ตามจอคอมพิวเตอร์หรือขอบโต๊ะใช่ไหมครับ หรือถ้าคุณอยู่ติดบ้านซะส่วนใหญ่ประตูตู้เย็นก็คงเหมือนกระดานดำที่มีพื้นที่ให้คุณแปะนู่นแปะนี่ตามใจชอบ การแปะกระดาษโน้ตไว้ในที่ที่คุณมองเห็นง่ายๆ หรือเดินผ่านประจำ จะช่วยเตือนสมองของคุณให้จดจำเรื่องที่คุณจะต้องทำได้แม่นยำขึ้นครับ ยิ่งถ้ากระดาษโน้ตมีสีแสบสันเท่าไร สายตาของคุณก็จะคอยหันมามองมันอยู่ตลอดเวลา ทีนี้ไม่ว่าเรื่องไหนๆ ก็ไม่มีทางลืมแน่นอนครับ

3.จัดลำดับความสำคัญ
การจัดลำดับความสำคัญก็เหมือนการประมวลผลภายในสมองของคุณ เมื่อคุณมีการแยกเรื่องต่างๆ ออกเป็นหัวข้อ มีรายละเอียด มีแผนผัง ก็จะทำให้คุณเห็นภาพรวมของสิ่งที่คุณจะต้องทำ และจัดความสำคัญได้ง่ายขึ้น ซึ่งการประมวลความคิดเป็นขั้นเป็นตอนก็จะทำให้คุณจำได้ง่ายขึ้นครับ

4.ทำทีละอย่าง
การจำแค่สิ่งเดียวสำหรับบางคนก็ยังลืม คงไม่ต้องพูดถึงการจำอะไรหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน เช่น การขับรถพร้อมกับคุยโทรศัพท์ไปด้วย พอรู้ตัวอีกทีก็ขับไปทางไหนแล้วก็ไม่รู้ นั่นก็เพราะว่าคุณไม่มีสมาธิทำให้ความสามารถในการจดจำสิ่งต่างๆลดลงไปด้วย ฉะนั้นคุณควรจะทำทีละอย่าง เพื่อโฟกัสและจดจำกับสิ่งที่กำลังทำให้ดียิ่งขึ้นครับ

5.จัดระเบียบการเก็บข้าวของให้เป็นที่
การเก็บข้าวของเครื่องใช้ให้เป็นที่ เป็นหมวดหมู่ สามารถทำให้เราแยกแยะความคิดได้รวดเร็วเวลาที่ต้องนึกว่าของสิ่งนี้อยู่ตรงไหน เช่น กุญแจบ้านจะแขวนอยู่ข้างประตู หรือยาประจำตัววางอยู่บนหัวเตียง อุปกรณ์เครื่องมือต่างๆเก็บอยู่ในห้องเก็บของเป็นต้น การจัดระเบียบการเก็บของแบบนี้จะทำให้คุณไม่ลืมว่าเก็บอะไรไว้ตรงไหนบ้างครับ

6.พูดกับตัวเองบ่อยๆ
การพูดกับตัวเองไม่ได้แปลว่าคุณเพี้ยนหรือสติไม่ดีนะครับ แต่การพูดกับตัวเองโดยไล่เรียงว่าวันนี้จะทำอะไร ไปไหนบ้าง ก่อนที่จะเริ่มต้นทำกิจกรรม ก็เป็นเหมือนการเตือนสติและย้ำกับตัวเองให้จำในสิ่งที่ต้องทำ  ซึ่งจะทำให้เราจำได้นั่นเองครับ

7.บริหารสมอง
นอกเหนือจากกิจวัตรประจำวันที่คุณต้องทำทุกวันแล้ว คุณควรแบ่งเวลามาทำกิจกรรมที่แตกต่างบ้าง เช่น ออกกำลังกาย เล่นดนตรี ร้องเพลง เพื่อบริหารสมองของคุณให้มีความตื่นตัวเพิ่มความคิดที่รวดเร็วฉับไวขึ้น ซึ่งส่งผลให้มีอาการหลงลืมน้อยลงครับ

8.ทำอะไรให้ช้าลง
หากคุณเป็นคนคิดเร็ว ทำเร็ว พูดเร็ว จะทำให้คุณจดจำรายละเอียดต่างๆได้น้อยลง แต่ถ้าหากคุณทำให้ช้าลงหน่อย ค่อยๆคิด ค่อยๆทำ และใส่ใจในรายละเอียดของแต่ละสิ่งที่ทำมากขึ้น สมองของคุณก็จะจดจำเรื่องราวต่างๆได้มากขึ้น อาการขี้หลงขี้ลืมก็จะดีขึ้นด้วยครับ

9.ทานอาหารหรือวิตามินที่ช่วยบำรุงสมองและความจำ
นอกจากอาหารหลัก 5 หมู่ที่คุณต้องทานเป็นประจำทุกวันแล้ว วิตามินหรืออาหารเสริมก็อาจจะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนที่มีอาการขี้หลงขี้ลืม โดยอาหารที่ช่วยเพิ่มความจำได้แก่ ใบแปะก๊วย ผักโขม หรือวิตามินจำพวกน้ำมันตับปลา เป็นต้น นอกจากนี้การผักผ่อนอย่างเพียงพอก็ส่งผลเรื่องความจำ เพราะเมื่อสมองปลอดโปร่งแจ่มใสก็จะมีความจำที่ดีนั่นเองครับ

10.ใช้เทคโนโลยีใกล้ตัวให้เป็นประโยชน์
ในยุคสมัยนี้มีเทคโนโลยีมากมายที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเรา อย่างเช่น สมาร์ทโฟนในปัจจุบันก็มี Application มากมายที่ใช้จดบันทึก โน้ตสั้นๆ ไดอารี่ หรือวางแผนกิจกรรมตลอดปี และยังตั้งให้เตือนได้อีกด้วย ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าจะไม่พลาดเรื่องสำคัญอย่างแน่นอน นอกจากคุณจะลืมบันทึกหรือตั้งเตือนเองน่ะครับ

ลองนำทั้ง 10 เทคนิคนี้ไปปรับใช้ดูนะครับ น่าจะช่วยเรื่องความจำได้ไม่มากก็น้อย แต่หากวิธีที่ผมนำมาเสนอยังไม่ได้ผล คุณควรปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อไม่ให้อาการเหล่านี้กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคุณนะครับ